ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 ได้บัญญัติไว้ว่า “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินตามมาตรา 10 วรรคสองหรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 หรือค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 121 และมาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี วรรคสอง ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน วรรคสาม ในกรณีที่นายจ้างพร้อมที่จะคืนหรือจ่ายเงินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และได้นำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตั้งแต่วันที่นายจ้างนำเงินนั้นไปมอบไว้” เป็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาเสมอๆ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างมักจะอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดอันเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 119 แล้วให้ลูกจ้างไปฟ้องร้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องเอาเงินค่าชดเชยตามกฏหมายพร้อมเรียกดอกเบี้ยตามอัตราที่กฏหมายกำหนดไว้คือร้อยละ 15 บาทต่อปี บางคดีลูกจ้างก็ฟ้องเรียกเงินเพิ่มจากนายจ้างอีกร้อยละ 15 ต่อปีทุกระยะเวลาเจ็ดวันโดยอ้างว่านายจ้างจงใจไม่จ่ายเงินค่าชดเชย คราวนี้ก็จะต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกจ้างไมไ่ด้กระทำความผิดอันเป็นเหตุที่นายจ้างจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าชดเชยตามกฏหมาย และต้องนำสืบพยานหลักฐานต่างๆ ให้ศาลเห็นว่านายจ้างจงใจไม่จ่ายเงินค่าชดเชยตามกฏหมาย ส่วนมากแล้วลูกจ้างไม่สามารถนำพยานหลักฐานต่างมาแสดงให้ศาลเห็นได้ว่านายจ้างได้จงใจที่จะไม่จ่ายเงินชดเชยตามกฏหมาย จากระยะเวลาที่ผ่ายมาหลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมีผลบังคับใช้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ศาลฏีกาแผนกคดีแรงงานได้วางหลักถึงเจตนาที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายเงินค่าชดเชยอันเป็นเหตุท่ี่ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มทุกระยะเจ็ดวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไว้ดังนี้